SCGP Newsroom

21

SCGP ขับเคลื่อนธุรกิจด้วย Data และ AI ยกระดับการผลิต-บริการลูกค้า และการเติบโตในยุคดิจิทัล

Loading Data...
SCGP นำ Data และระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น รองรับเมกะเทรนด์โลกด้านระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ระบบอัตโนมัติ (Automation) และเทคโนโลยีดิจิทัลที่กำลังกำหนดทิศทางใหม่ของภาคอุตสาหกรรมและเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ผ่านเวทีเสวนา “AI in Packaging Manufacturing: From Data to Implementation” ในงาน ProPak Asia 2026
นายสมภพ วิทย์วรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายเทคโนโลยี ความยั่งยืนและประสิทธิภาพองค์กร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า SCGP ขับเคลื่อนองค์กรด้วย Digital Transformation ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การทรานส์ฟอร์มธุรกิจ (Transformative Transformation) พร้อมมุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการด้านโซลูชันบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาค ด้วยนวัตกรรมสินค้าและบริการที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่บรรจุภัณฑ์หลักที่สัมผัสสินค้าโดยตรง (Primary Packaging) บรรจุภัณฑ์สำหรับรวมชิ้นส่วนหลายชิ้นของสินค้าเดียวกันไว้ด้วยกัน (Secondary Packaging) ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง (Tertiary Packaging) โดยมีฐานการผลิตครอบคลุมในหลายประเทศ ซึ่งแต่ละตลาดมีความต้องการและข้อกำหนดที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกัน กระบวนการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุปทานยังเกี่ยวข้องกับข้อมูลจำนวนมากจากหลายระบบที่ต้องเชื่อมโยงและบริหารจัดการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ SCGP นำ Data และ AI เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการดำเนินงาน และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้แม่นยำมากขึ้น
ProPak Asia K.Sompob
“AI กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญของโลกธุรกิจในปัจจุบัน แต่หัวใจสำคัญของการนำ AI มาใช้ให้เกิดผลจริงคือ “ข้อมูล” ที่มีคุณภาพ เมื่อก่อนข้อมูลจำนวนมากในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ยังอยู่ในรูปแบบเอกสาร ทำให้การพัฒนากระบวนการทำงานใช้เวลานาน SCGP จึงให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบการทำงานสู่ระบบดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรากฐานสำหรับการใช้ AI ในการวิเคราะห์ คาดการณ์ และสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ โดยเมื่อ 5 ปีก่อน AI ยังเป็นเรื่องใหม่ แต่วันนี้ AI ได้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการ และการสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า” นายสมภพกล่าว
SCGP_ProPak Digital transformation
SCGP นำ AI มาสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจและลูกค้าในหลากหลายมิติ อย่างการพัฒนาระบบบริหารจัดการคำสั่งซื้อของลูกค้า (Customer Order Management) มีการผสานระบบ E-Ordering ระบบการวางแผนการผลิตระหว่างโรงงาน (Cross-plant allocation planning) และการวางแผนการผลิต (Production scheduling) เข้ากับข้อมูลแบบเรียลไทม์ตลอดทั้งกระบวนการ ช่วยให้ระบบสามารถวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า เชื่อมโยงคำสั่งซื้อเข้าสู่กระบวนการปฏิบัติงาน และจัดสรรกำลังการผลิตจากโรงงานที่เหมาะสมได้โดยอัตโนมัติ พร้อมบริหารระดับสินค้าคงคลังและอัปเดตข้อมูลสำคัญเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น และส่งมอบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพได้อย่างตรงเวลา
ในด้านระบบการวางแผนการผลิตระหว่างโรงงาน (Cross-plant allocation planning) SCGP มีการบริหารและจัดสรรคำสั่งซื้อของลูกค้าไปยังโรงงานทั้ง 15 แห่งของ SCGP โดยในอดีต การพิจารณาว่าคำสั่งซื้อทั้งหมดจากลูกค้าควรถูกส่งไปผลิตที่โรงงานใดต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากและใช้เวลาค่อนข้างนาน ปัจจุบัน AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลคำสั่งซื้อ กำลังการผลิตของแต่ละโรงงาน ระยะทางการขนส่งระหว่างโรงงานและลูกค้า ระยะเวลาการส่งมอบ และต้นทุนแบบอัตโนมัติ เพื่อจัดสรรคำสั่งซื้อไปยังโรงงานที่เหมาะสมที่สุด ช่วยให้สามารถส่งมอบสินค้าได้ตรงตามกำหนดเวลา เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และเพิ่มความยืดหยุ่นในการรองรับคำสั่งซื้อของลูกค้าได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น
ProPak Asia Customer order management
อีกหนึ่งตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ AI ในกระบวนการผลิตคือ การคาดการณ์คุณภาพกระดาษ (Paper quality prediction) SCGP ได้ลงทุนในระบบเซ็นเซอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมพัฒนา AI-based Paper Strength Predictive Model เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพและความแข็งแรงของกระดาษ ช่วยให้สามารถคาดการณ์คุณภาพล่วงหน้า ติดตามผลแบบเรียลไทม์ และปรับค่าการผลิตได้อย่างแม่นยำ รวมทั้งสามารถรักษาคุณภาพสินค้าให้มีความสม่ำเสมอ และลดความสูญเสียในกระบวนการผลิต
นอกจากนี้ ยังมีการผสานศักยภาพของคนและเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน หรือ Human–AI Collaborative Operation โดยนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการผลิต ปรับตั้งค่าการทำงานของเครื่องจักรให้เหมาะสม และคาดการณ์การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Predictive Maintenance) เพื่อลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของการผลิต ขณะที่หุ่นยนต์ (Robot) และระบบอัตโนมัติ (Automation) รวมถึงหุ่นยนต์เพื่อทำงานร่วมกับพนักงาน (Collaborative Robot: Cobot) ถูกนำมาใช้ในงานที่มีความซ้ำซ้อนหรือจำเป็นต้องอาศัยความต่อเนื่องสูง ช่วยให้พนักงานสามารถมุ่งเน้นงานที่ต้องใช้ทักษะ ความเชี่ยวชาญ และการตัดสินใจที่ซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และคล่องตัวยิ่งขึ้น
นายสมภพกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกัน SCGP ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและนวัตกรรมทั่วทั้งองค์กร โดยมุ่งส่งเสริมให้พนักงานสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพัฒนาแนวทางการปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน SCGP มีพนักงานที่สามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานกว่า 2,500 คน และตั้งเป้าขยายจำนวนผู้ใช้งาน AI ให้มากกว่า 4,000 คนทั่วทั้งองค์กร พร้อมพัฒนาบุคลากรกว่า 1,000 คน ให้มีความสามารถในการสร้างและต่อยอด AI ได้ด้วยตนเอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้เกิดขึ้นในทุกส่วนงาน และเสริมความพร้อมในการแข่งขันท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจยุคดิจิทัล
ในการเสวนาได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทและความสำคัญของ AI ในภาคอุตสาหกรรม โดยชี้ให้เห็นว่า AI มีส่วนสำคัญในการพัฒนาดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า นับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมสู่ระบบการผลิตที่ทันสมัย มีความยืดหยุ่น และพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ดังนั้น การเรียนรู้และนำ AI มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง ตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกธุรกิจ
SCGP_SCGP Products

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Loading Data...